แผลที่ไม่มีวันหาย

เนื้อเพลง: แผลที่ไม่มีวันหาย
ศิลปิน: Yes’Sir Days
อัลบั้ม: Single

ไม่ว่านานเท่าไร แผลข้างในหัวใจ
มันไม่เคยลบเลือน แม้ฉันพบเจอใคร
ก็ไม่ทำให้ใจมันดีขึนมา มันยังเหมือน

วันที่เธอทิ้งฉันไป เมื่อไหร่ก็เหมือนเก่า
ความเจ็บนั้นยังตาม ติดตัวเป็นเหมือนเงา
ก็ไม่รู้ทำไม เมื่อไหร่จะบรรเทาความเจ็บนี้
ที่อยู่ในหัวใจ

ทำไมยังต้องรักเธออยู่ ยังคิดถึงเธออยู่
ยังเห็นเธออยู่ในความฝัน วันที่เธอทิ้งฉันไป
ทุกอย่างก็เปลี่ยนฝัน มีแต่แผลที่อยู่กลางใจฉัน
ที่มันไม่เปลี่ยนไป

แม้ร่ำร้องเท่าไหร่ ก็ไม่ทำให้ใจเธอคืนมาเหมือนวันวาน
ฉันคิดถึงเท่าไหร่ ก็ได้แต่แค่รอเธอมาในความฝัน

วันที่เธอทิ้งฉันไป เมื่อไหร่ก็เหมือนเก่า
ความเจ็บนั้นยังตาม ติดตัวเป็นเหมือนเงา
ก็ไม่รู้ทำไม เมื่อไหร่จะบรรเทาความเจ็บนี้
ที่อยู่ในหัวใจ

ทำไมยังต้องรักเธออยู่ ยังคิดถึงเธออยู่
ยังเห็นเธออยู่ในความฝัน วันที่เธอทิ้งฉันไป
ทุกอย่างก็เปลี่ยนฝัน มีแต่แผลที่อยู่กลางใจฉัน
ที่มันไม่เปลี่ยนไป

วันที่เธอทิ้งฉันไป เมื่อไหร่ก็เหมือนเก่า
ความเจ็บนั้นยังตาม ติดตัวเป็นเหมือนเงา
ก็ไม่รู้ทำไม เมื่อไหร่จะบรรเทาความเจ็บนี้
ที่อยู่ในหัวใจ

ทำไมยังต้องรักเธออยู่ ยังคิดถึงเธออยู่
ยังเห็นเธออยู่ในความฝัน วันที่เธอทิ้งฉันไป
ทุกอย่างก็เปลี่ยนฝัน มีแต่แผลที่อยู่กลางใจฉัน
ที่มันไม่เปลี่ยนไป

มันเป็นแผล ที่ไม่มีวันหาย
มันเป็นแผล ที่ไม่มีวันหาย มันยังเป็นแผล

คุกเข่า

เพลงคุกเข่า

 

เพลง :คุกเข่า

ศิลปิน :Cocktail

อัลบั้ม :Cocktail (New Single)

เพราะอะไร เธอจึงทิ้งฉันไป ฉันทำให้เธอผิดหวัง
ฉันทำให้เธอเจ็บช้ำ มากมายขนาดไหน

ฉันรักเธอ มากมายเท่าไร เธอเองก็รู้ใช่ไหม
ว่าเธอน่ะมีความหมาย กับฉันขนาดไหน มากเท่าไร…

ฉันกำลังขอร้องอ้อนวอนเธออย่าไป
ทิ้งตัวลงคุกเข่ากอดขาเธอเอาไว้
พนมสองมือขึ้นกราบกรานเธอโปรดอย่าไป
มันคงไม่มีประโยชน์ ถ้าคนมันหมดใจ

แต่ถ้าตัวเธอยังรัก ยังห่วงใย
และถ้าอดีตของเรา ยังพอมีความหมาย
ได้โปรดอย่าจากฉันไป
ได้โปรดอย่าทำร้ายกันเลย

ฉันผิดไป แต่ไม่ได้ตั้งใจ
ต้นเหตุที่ฉันผิดพลั้ง มันจะไม่มีอีกครั้ง
ให้เธอโปรดมั่นใจ ฉันขอได้ไหม…

ฉันกำลังขอร้องอ้อนวอนเธออย่าไป
ทิ้งตัวลงคุกเข่ากอดขาเธอเอาไว้
พนมสองมือขึ้นกราบกรานเธอโปรดอย่าไป
มันคงไม่มีประโยชน์ ถ้าคนมันหมดใจ

แต่ถ้าตัวเธอยังรัก ยังห่วงใย
และถ้าอดีตของเรา ยังพอมีความหมาย
ได้โปรดอย่าจากฉันไป
ได้โปรดอย่าทำร้ายกันเลย

และหากว่าเธอยังรัก ยังห่วงใย
หากว่าเธอยังมีน้ำใจ ให้ฉันหน่อย
อย่าปล่อยให้ฉันใจน้อย คอยเรื่อยไป
และหากว่าฉันยังดีไม่พอ ก็จะขอทำดีให้เธอได้เข้าใจ
ได้โปรดอย่าทำร้ายกันเลย

ฉันกำลังขอร้องอ้อนวอนเธออย่าไป
ทิ้งตัวลงคุกเข่ากอดขาเธอเอาไว้
พนมสองมือขึ้นกราบกรานเธอโปรดอย่าไป
มันคงไม่มีประโยชน์ ถ้าคนมันหมดใจ

แต่ถ้าตัวเธอยังรัก ยังห่วงใย
และถ้าอดีตของเรา ยังพอมีความหมาย
ได้โปรดอย่าจากฉันไป
ได้โปรดอย่าทำร้ายกันเลย

ฉันกำลังขอร้องอ้อนวอนเธออย่าไป
ทิ้งตัวลงคุกเข่ากอดขาเธอเอาไว้
พนมสองมือขึ้นกราบกรานเธอโปรดอย่าไป
มันคงไม่มีประโยชน์ ถ้าคนมันหมดใจ

แต่ถ้าตัวเธอยังรัก ยังห่วงใย
และถ้าอดีตของเรา ยังพอมีความหมาย
ได้โปรดอย่าจากฉันไป
ได้โปรดอย่าทำร้ายกันเลย

 

รถโรงเรียน ตอนบัวขาว

สวัสดีค่ะเพื่อนๆวันนี้หนูจะมาพูดถึงเรื่องบัวขาว นักมวยไทยระดับโลกกันนะ

samsung galaxy ace plus

 

 

เปิดตัวครั้งแรก 3 มกราคม 2012 (สยามโฟนฯ)

ออกวางจำหน่าย ไตรมาสที่ 3 ปี 2012 (กรกฏาคม 55)

ราคามือถือ Samsung Galaxy Ace Plus S7500
- ราคาเปิดตัว 8,900 บาท (กรกฏาคม 55)
- ราคาล่าสุด 8,900 บาท (ปรับปรุง 20 วันที่แล้ว)

ข้อมูลเครือข่าย (Network)
  • เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ * ตรวจสอบรุ่นที่รองรับเครือข่าย 3G กับผู้ขายอีกครั้ง
    - GSM 850/900/1800/1900 MHz
    - WCDMA 850/900/2100 MHz
  • เทคโนโลยีการรับ/ส่งข้อมูล
    - 2G : EDGE/GPRS
    - 3G : HSDPA 7.2 Mbps
ข้อมูลตัวเครื่อง
  • จอแสดงผล TFT-LCD 16 ล้านสี ระบบสัมผัส Multi-Touch
    - ความละเอียด 320 x 480 พิกเซล กว้าง 3.65 นิ้ว
    - Capacitive
    - รองรับ Widget ใช้งานฟังก์ชั่นบนหน้าจอหลัก
    - รูปแบบการแสดงผล TouchWiz UI
  • ระบบเซ็นเซอร์ (Sensor)
    - ตรวจจับความเคลื่อนไหวของตัวเครื่อง (Accelerometer)
    - ระบบเปิด/ปิดหน้าจออัตโนมัติขณะสนทนา (Proximity)

ระบบปฏิบัติการ (OS, CPU)
  • ระบบปฏิบัติการ : Android เวอร์ชั่น 2.3 Gingerbread
  • หน่วยประมวลผล : (ไม่ระบุ)
    - ความเร็ว : 1 GHz
  • หน่วยความจำ 3 GB (ตัวเครื่อง)
    - RAM 512MB
  • การ์ดหน่วยความจำ microSD – สูงสุด 32 GB
ระบบเชื่อมต่อ
  • ระบบดาวเทียม ค้นหาตำแหน่ง A-GPS
    - รองรับแอพพลิเคชั่น Google Maps™
    - โปรแกรมเข็มทิศในตัว (Digital Compass)
  • WiFi 802.11b/g/n
  • Bluetooth 3.0
  • Micro USB 2.0
  • ช่องเสียบชุดหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร
ใช้งานอินเตอร์เน็ต
  • รองรับภาษา HTML
รับ-ส่งข้อความ (Messaging)
  • SMS, MMS
  • อีเมล Email (IMAP, POP3, Push Mail)
  • ข้อความแชท Instant Messaging, ChatON
ฟังก์ชั่นมัลติมีเดีย
  • กล้องดิจิตอล 5 ล้านพิกเซล(Digital Camera)
    - พร้อมแฟลช LED (Digital camera)
    - ขนาดภาพสูงสุด 2560 x 1920 พิกเซล (Image Size)
    - ปรับภาพอัตโนมัติ (Auto Focus)
    - ปรับค่าชดเชยแสง EV -2 ถึง 2
    - ISO สูงสุด อัตโนมัติ, 100, 200, 400
    - แนบตำแหน่งบนแผนที่ไปกับภาพถ่าย (Geo-Tagging)
    - สมดุลแสงสีขาว(Automatic, Sunny, Cloudy, Incandescent, Fluorescent, Tungsten)
    - โหมดฉาก (อัตโนมัติ, Close – up, บุคคล, ทิวทัศน์, กีฬา, เวลากลางคืน, ชายหาดหรือหิมะ, เอกสารหรือตัวหนังสือ, ดอกไม้ไฟ, ถ่ายภาพย้อนแสง, ถ่ายภาพในร่ม หรือ งานปาร์ตี้, พระอาทิตย์ ขึ้น – ตก)
    - เอฟเฟ็คสี (Normal, Sepia, Black & White, Negative)
    - ค้นหาใบหน้าอัตโนมัติ (Face Detection)
    - ตรวจจับรอยยิ้ม (Smile Detection)
    - ตั้งเวลาถ่ายภาพอัตโนมัติ (Self-Timer)
  • บันทึกวีดีโอ ภาพเคลื่อนไหว (Video Recording)
    - ความละเอียด 640 x 480 พิกเซล
  • เครื่องเล่นวีดีโอ (Video Player) และ วีดีโอสตรีมมิ่ง
    - รูปแบบไฟล์ : MPEG-4, H.264, H.263
    - รองรับวีดีโอจาก YouTube™
  • เครื่องเล่นเพลง (Music Player)
    - รูปแบบไฟล์ : AAC, AAC+, eAAC+, MP3
  • วิทยุ FM Radio – RDS
แอพพลิเคชั่นมาตรฐาน
  • โปรแกรมอ่านเอกสาร (Quick Office editors)
  • โปรแกรมอ่านไฟล์ PDF
การโทร และ ฟังก์ชั่นพื้นฐาน
  • แฮนด์ฟรีในตัว (Build-In Handsfree)
  • ริงโทน Polyphonic, MP3
    - ระบบสั่น (Vibration in Phone)
การใช้งานของแบตเตอรี่
  • แบตเตอรี่มาตรฐาน Li-ion 1,300 mAh (Standard Battery)

ปีใหม่ฉัน…

สวัสดีค่ะวันนี้เป็นวันปีใหม่ เป็นวันสำคัญอีกอย่างหนึ่งของทุกๆคนใช่มั๊ยเอ่ย บางคนอาจจะคิกว่า วันปีใหม่ทั้งทีก็ต้องคิดถึงเรื่องจับฉลาก และให้ของขวัญใช่รึปล่าวคะ วันนี้ดิฉันจะพาทุกท่าน(ที่อ่าน)ไปหาประวัติวันปีใหม่ค่ะ ตามมาทางนี้

ประวัติความเป็นมา

วันปีใหม่ มีประวัติความเป็นมาซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและความเหมาะสม ตั้งแต่ในสมัยเริ่มแรกเมื่อชาวบาบิโลเนียเริ่มคิดค้นการใช้ปฏิทิน โดยอาศัยระยะต่าง ๆ ของดวงจันทร์เป็นหลักในการนับ เมื่อครบ 12 เดือนก็กำหนดว่าเป็น 1 ปี และเพื่อให้เกิดความพอดีระหว่างการนับปีตามปฏิทินกับปีตามฤดูกาล จึงได้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 1 เดือน เป็น 13 เดือนในทุก 4 ปี

ต่อมาชาวอียิปต์ กรีก และชาวเซมิติค ได้นำปฏิทินของชาวบาบิโลเนียมาดัดแปลงแก้ไข อีกหลายคราวเพื่อให้ตรงกับฤดูกาลมากยิ่งขึ้นจนถึงสมัยของกษัตริย์จูเลียต ซีซาร์ ได้นำความคิดของนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ชื่อ โยซิเยนิส มาปรับปรุง ให้ปีหนึ่งมี 365 วัน ในทุก ๆ 4 ปี ให้เติมเดือนที่มี 28 วัน เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน เป็น 29 วัน คือเดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่า อธิกสุรทิน

เมื่อเพิ่มในเดือนกุมภาพันธ์มี 29 วันในทุก ๆ 4 ปี แต่วันในปฏิทินก็ยังไม่ค่อยตรงกับฤดูกาลนัก คือเวลาในปฏิทินยาวกว่าปีตามฤดูกาล เป็นเหตุให้ฤดูกาลมาถึงก่อนวันในปฏิทิน

และในวันที่ 21 มีนาคมตามปีปฏิทินของทุก ๆ ปี จะเป็นช่วงที่มีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากัน คือเป็นวันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงทิศตะวันออก และลับลงตรงทิศตะวันตกเป๋ง วันนี้ทั่วโลกจึงมีช่วงเวลาเท่ากับ 12 ชั่วโมง เท่ากัน เรียกว่า วันทิวาราตรีเสมอภาคมีนาคม (Equinox in March)

แต่ในปี พ.ศ. 2125 วัน Equinox in March กลับไปเกิดขึ้นในวันที่ 11 มีนาคม แทนที่จะเป็นวันที่ 21 มีนาคม ดังนั้น พระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 13 จึงทำการปรับปรุงแก้ไขหักวันออกไป 10 วันจากปีปฏิทิน และให้วันหลังจากวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2125 แทนที่จะเป็นวันที่ 5 ตุลาคม ก็ให้เปลี่ยนเป็นวันที่ 15 ตุลาคมแทน (เฉพาะในปี 2125 นี้) ปฏิทินแบบใหม่นี้จึงเรียกว่า ปฏิทินเกรกอเรี่ยน จากนั้นได้ปรับปรุงประกาศใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มต้นของปีเป็นต้นมา

ความเป็นมาของ วันขึ้นปีใหม่ไทย
ในอดีต วันขึ้นปีใหม่ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 4 ครั้งคือ ครั้งแรกถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ซึ่ง ตรงกับเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 กำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน
การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ใน 2 ครั้งนี้ ถือเอาทางจันทรคติเป็นหลัก ต่อมาได้ถือเอาทางสุริยคติแทน โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็น วันขึ้นปีใหม่อยู่ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ไม่สู้จะมีการรื่นเริงอะไรมากนัก สมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นใน กรุงเทพฯเป็นครั้งแรก

การจัดงานวันขึ้นปีใหม่ที่ได้เริ่มเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้แพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อๆมา และในปี พ.ศ.2479 ก็ได้มีการ จัดงานรื่นเริงปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด วันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ในสมัยนั้นทางราชการเรียกว่า วันตรุษสงกรานต์

ต่อมาได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานกรรมการ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม โดยกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็น วันขึ้นปีใหม่เป็นต้นไป

เหตุผลที่ทางราชการได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายนมาเป็นวันที่ 1 มกราคม ก็คือ
1. ไม่ขัดกับพุทธศาสนาในด้านการนับวัน เดือน และการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ
2. เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมพระพุทธศาสนา
3. ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลก
4. เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย

กิจกรรมที่ชาวไทยส่วนใหญ่มักจะยึดถือปฏิบัติในวันขึ้นปีใหม่ได้แก่
1. การทำบุญตักบาตร โดยอาจตักบาตรที่บ้าน หรือไปที่วัดหรือตามสถานที่ต่างๆที่ทางราชการเชิญชวนไปร่วมทำบุญ
2. การกราบขอพรจากผู้ใหญ่ และอวยพรเพื่อนฝูง การมอบของขวัญ การมอบช่อดอกไม้ หรือการส่งบัตรอวยพร
3. การจัดงานรื่นเริง การจัดเลี้ยงในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องหรือตามหน่วยงานต่างๆ
วันขึ้นปีใหม่นับเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เราได้ทบทวนถึงการดำเนินชีวิตในอดีต เพื่อจะได้แก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในอดีตให้ดีขึ้น

กิจกรรมใน วันขึ้นปีใหม่
วันที่ 1 มกราคม ของทุกปี จะมีการทำบุญตักบาตรและอุทิศส่วนกุศลผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ฟังเทศน์ ปล่อยปลา ปล่อยนก อวยพรซึ่งกันและกัน หรืออาจจะส่งการ์ดบัตรอวยพร ของขัวญไหว้ผู้ใหญ่เพื่อรับพร และสรงน้ำพระพุทธรูป ประดับธงชาติ และจะเตรียมทำความสะอาดบ้าน และที่พักอาศัย

เพลงพรปีใหม่
เพลงพระราชนิพนธ์เพื่อปวงชนชาวไทย

ทรงเป็นนักดนตรีที่เปี่ยมด้วยพระปรีชา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระปรีชาสามารถในการทรง เดี่ยวดนตรีได้หลายชนิด เริ่มจากเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ทรงสนพระราชหฤทัยเครื่องเป่าประเภทต่างๆ และต่อมาทรงเล่นได้เกือบทุกชนิด เช่น โซปราโนแซ็กโซโฟน (sopranosaxophone) อัลโตแซ็กโซโฟน(altosaxophone) เทเนอร์แซ็กโซโฟน(tenor saxophone) แบริโทนแซ็กโซโฟน(baritone saxophone) แคลริเน็ต(clarinet) และทรัมเป็ต(trumpet) นอกจากนี้ยังทรงกีตาร์และขลุ่ย และยังทรงเปียโนเพิ่มขึ้นภายหลังจากที่ได้เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว เพื่อทรงใช้ประกอบการพระราชนิพนธ์เพลง

พระราชปฎิภาณในการทรงพระราชนิพนธ์เพลง

พระราชอัจฉริยภาพในทางดนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นในสายตาของนัก ดนตรีที่เชี่ยวชาญหลายๆท่านต่างให้ความเห็นตรงกันว่ามีพระราชอัจฉริยภาพสูง ยิ่ง เพราะทรงพระราชนิพนธ์ได้โดยฉับพลันเมื่อมีแรงบันดาลพระราชหฤทัย เช่น เพลงพระราชนิพนธ์ “พรปีใหม่” ซึ่งพระราชทานให้แก่พสกนิกร ในวันส่งท้ายปีเก่าระหว่าง พ.ศ. 2494-2495 พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ทำนอง แล้วโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงเป่าแซ็กโซโฟน สลับช่วงกัน โดยที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงเป่าในช่วงที่ 1 และที่ 3 ส่วนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป่าในช่วงที่ 2 และที่ 4 สลับกันจนครบเพลงจากนั้นจึงโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงแต่งคำอวยพรลงในเพลงนั้น ทั้งทำนองและคำร้องเสร็จภายในครึ่งชั่วโมง

บทเพลงพระราชนิพนธ์ซึ่ง พระราชทานแก่ประชาชาวไทย ได้บรรเลงขาบขานกันมายาวนานถึง 50 ปี นอกจากจะมีความ “ไพเราะ” อันโดดเด่นแล้ว ยังแฝงไว้ด้วยสาระและคติธรรมแห่งชีวิต ช่วยปลุกปลอบจิตใจมิให้ท้อถอยให้เห็น ว่าชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องต่อสู้ด้วยบางครั้งก็ชั่นสูงหากบางครั้งก็ลงต่ำได้ เหมือนโน้ตดนตรี เพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นท่ามกลางพระราชภารกิจอันหนักหน่วงนานัปการจึงนับ เป็น “ของพระราชทาน ” อันทรงคุณค่าซึ่งจะสถิตตราตรึงอยู่ในใจของประชาชนชาวไทย ชั่วนิรันดร์

เพลงพรปีใหม่

สวัสดีวันปีใหม่พา ให้บรรดาเราท่านรื่นรมย์
ฤกษ์ยามดีเปรมปรีดิ์ชื่นชม ต่างสุขสมนิยมยินดี
ข้าวิงวอนขอพรจากฟ้า ให้บรรดาปวงท่านสุขศรี
โปรดประทานพรโดยปรานี ให้ชาวไทยล้วนมีโชคชัย
ให้บรรดาปวงท่านสุขสันต์ ทุกวันทุกคืนชื่นชมให้สมฤทัย
ให้รุ่งเรืองในวันปีใหม่ ผองชาวไทยจงสวัสดี
ตลอดปีจงมีสุขใจ ตลอดไปนับแต่บัดนี้
ให้สิ้นทุกข์สุขเกษมเปรมปรีดิ์ สวัสดีวันปีใหม่เทอญ

เนียงอับสรา

อัปสร หรือ นางอัปสร (สันสกฤต: अप्सराः อปฺสราห์, พหูพจน์ अप्सरसः อปฺสรสห์) ถือเป็นชาวสวรรค์จำพวกหนึ่ง มีเพศเป็นหญิง อาจเรียกว่า นางฟ้า ก็ได้ แต่ไม่ใช่เทวดา มีฐานะเป็นอมนุษย์ บังเกิดขึ้นเมื่อครั้งกวนเกษียรสมุทร เพื่อเอาน้ำอมฤตขึ้นมา ดังความปรากฏในมหากาพย์มหาภารตะ ของอินเดีย

คำว่า “อัปสร” นั้น มาจากคำว่า “อัป” (หมายถึง น้ำ) และ “สร” (หมายถึง การเคลื่อนไป) อัปสร จึงหมายถึง ผู้ที่เคลื่อนไปในน้ำ อันเป็นกำเนิดของนาง ทว่าโดยทั่วไป ถือว่านางเป็นชาวสวรรค์

ในเรื่องเล่าของอินเดียมีการกล่าวถึงนางอัปสรไว้มากมาย นับว่าเป็นตัวละครที่สำคัญตัวหนึ่งในตำนานของอินเดีย ไม่น้อยไปกว่าเทพเจ้าและชาวสวรรค์อื่นๆ

ตามตำนานของฮินดู กล่าวว่าพระพรหมทรงสร้างนางอัปสรขึ้น และเป็นนางบำเรออยู่ในราชสำนักของพระอินทร์ ในคัมภีร์นาฏยศาสตร์ ได้กล่าวถึงนางอัปสรที่สำคัญไว้หลายตนด้วยกัน เช่น มัญชุเกศี, สุเกศี, มิสรเกศี, สุโลจนะ, เสาทมิณี, เทวทัตตะ, เทวเสนะ, มโนรม, สุทาติ, สุนทรี, วิคัคธะ, วิวิธ, พุธ, สุมล, สันตติ, สุนันทา, สุมุขี, มาคธี, อรชุนี, สรลา, เกระลา, ธฤติ, นันทา, สุปุษกลา, สุปุษปมาลา และ กาลภา

นางอัปสรมีอำนาจแปลงกายได้ ทั้งยังมีความสามารถในการขับร้องและเต้นรำเป็นอย่างยิ่ง ในราชสำนักของพระอินทร์มีนางอัปสรอยู่ 26 ตน แต่ละตนมีความสามารถในเชิงศิลปะต่างๆ กัน เทียบได้กับตำนานมูเซ (muse) ของกรีกโบราณ

นอกจากนี้ยังมีตำนานกล่าวต่อไปว่า นางอัปสรนั้นเป็นชายาของคนธรรพ์ ซึ่งเป็นนักดนตรีในสวรรค์ โดยนางจะเต้นรำไปตามจังหวะดนตรีที่สามีของตนบรรเลง โดยทั่วไปมีความเชื่อว่านางอัปสรเป็นเครื่องหมายแห่งความเจริญงอกงาม แต่บางถิ่นก็เชื่อว่าอัปสรมีอำนาจแห่งความชั่วร้ายอยู่ด้วย

ในปราสาทนครวัดของกัมพูชา มีการสลักภาพนางอัปสรไว้มากมาย โดยที่แต่ละรูปมีใบหน้า ท่าทาง และการแต่งกายที่แตกต่างกันไป

อ้างอิงth.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%A3

 

 

แค่ได้รักเธอ

เนื้อเพลง แค่ได้รักเธอ

ศิลปิน : 7 days crazy

ฉันเผชิญกับความจริง ที่ไม่มีเธอวันนี้
รู้ตัวดีว่าเราต่างกันสักเท่าไหร่
เธอนั้นเป็นดั่งนางฟ้า ฉันมันคนธรรมดา
ยิ่งไขว่คว้าเท่าไหร่ตัวเธอยิ่งแสนไกล

เปรียบเทียบกับเขามันคนละชั้น ต่างกันมากไป
ทำดีแค่ไหน ทำดีเท่าไร ก็ไม่มีวัน

แค่ได้รักเธอ ก็ดีแค่ไหน
พยายามอีกสักเท่าไร นานเท่าไร
ก็คงไม่ได้เธอมาอยู่เคียงข้างกัน คงเป็นแค่ฝัน
เรามันแค่คนธรรมดา ธรรมดา ไม่มีสิทธิ์จะรักนางฟ้า

แม้เนิ่นนานจากวันนั้น เหมือนว่าเรายิ่งห่างกัน
รักที่มีต่อกัน ก็ยังไม่หายไป

เปรียบเทียบกับเขามันคนละชั้น ต่างกันมากไป
ทำดีแค่ไหน ทำดีเท่าไร ก็ไม่มีวัน

แค่ได้รักเธอ ก็ดีแค่ไหน
พยายามอีกสักเท่าไร นานเท่าไร
ก็คงไม่ได้เธอมาอยู่เคียงข้างกัน คงเป็นแค่ฝัน
เรามันแค่คนธรรมดา ธรรมดา ไม่มีสิทธิ์จะรักนางฟ้า

ต้องยอมรับว่าเราอยู่คนละโลกกัน
คำว่ารักคงเป็นแค่ฝันไป
เมื่อลืมตาตื่นมาก็เข้าใจ ระหว่างเรานั้น ไม่มีวัน

แค่ได้รักเธอ ก็ดีแค่ไหน
พยายามอีกสักเท่าไร นานเท่าไร
ก็คงไม่ได้เธอมาอยู่เคียงข้างกัน คงเป็นแค่ฝัน
เรามันแค่คนธรรมดา ธรรมดา ไม่มีสิทธิ์จะรักนางฟ้า

ก็ดีแค่ไหน พยายามอีกสักเท่าไร นานเท่าไร
ก็คงไม่ได้เธอมาอยู่เคียงข้างกัน คงเป็นแค่ฝัน
เรามันแค่คนธรรมดา ธรรมดา ไม่มีสิทธิ์จะรักนางฟ้า

อ้างอิงwww.youtube.com/watch?v=jJdGz29VV3Y

เพลง อาจเคยเป็นคนไม่ดี

เนื้อเพลงอาจเคยเป็นคนไม่ดี

ฉันเคยกลัว คอยกลัวจะมีสักวัน
ความหลังของฉันจะหวนมาทำให้เธอเสียใจ
ความลับที่บอกกับใครก็รับความจริงไม่ได้
แต่สุดท้ายความหลังเลวร้ายมันก็ติดตามฉันทัน

ถามว่าฉันเป็นเธอจะทำอย่างไร
ฉันก็คงทำใจยากเย็นอยู่เหมือนเหมือนกัน
ความลับที่เคยมีใครคือเรื่องวันวานของฉัน
แต่ว่าเธอเท่านั้นคือวันนี้ของฉันตลอดไป

อยากวอนขอให้อยู่ อยากวอนให้เธออภัย
สบตาฉันสักหน่อย อย่างคนที่เคยมีใจ
อาจเคยเป็นคนไม่ดี แต่มีเธอฉันเป็นคนใหม่
มีเธอตรงนี้ มีความหมายเพียงไร

แค่อยากวอนขอให้อยู่ ให้ฉันได้ดูแลเธอ
ต่อไปนี้จะไม่ทำร้ายให้เธอเสียใจ
ฉันสัญญา จะขอสัญญาด้วยรักจากใจ
ฉันพร้อมจะเป็นคนใหม่ คนดีที่รักแค่เพียงเธอ

แล้วถ้าเธอเป็นฉันจะทำอย่างไร
เพราะถ้าเสียเธอไปฉันคงขาดใจถึงตาย
ความหลังที่อยากจะลืมอาจลบมันไปไม่ได้
แต่ว่าเธอเท่านั้นเธอคือรักสุดท้ายตลอดไป

อยากวอนขอให้อยู่ อยากวอนให้เธออภัย
สบตาฉันสักหน่อย อย่างคนที่เคยมีใจ
อาจเคยเป็นคนไม่ดี แต่มีเธอฉันเป็นคนใหม่
มีเธอตรงนี้ มีความหมายเพียงไร

อยากวอนขอให้อยู่ได้ไหม
สบตาฉันสักหน่อย อย่างคนที่เคยมีใจ
เชื่อฉันจะได้ไหม มีเธอฉันเป็นคนใหม่
มีเธอตรงนี้ มีความหมายเพียงไร

แค่อยากวอนขอให้อยู่ให้ฉันได้กอดเธอเหมือนเคย
ฉันสัญญา จะขอสัญญาด้วยรักจากใจ
ฉันพร้อมจะเป็นคนใหม่ คนดีที่รักแค่เพียงเธอ

อ้างอิงwww.youtube.com/

ทายาทเจ้าหญิงรุ่นที่7แห่งลังกาวี

พระนางเลือดขาว หรือ พระนางมัสสุหรี  “เกาะลังกาวี” (Langkawi) ตั้งอยู่ในทะเลอันดามัน ใกล้ฝั่งทะเลตะวันตกเฉียงเหนือของคาบสมุทรมาเลเซีย อยู่ในรัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย ตรงข้ามกับเกาะตะรุเตา ใกล้กับชายแดนไทย อยู่ห่างจากเมืองกัวลาเปอร์ลิส ประมาณ 30 กิโลเมตร และเมืองกัวลาเคดะห์ 51 กิโลเมตร แต่เดิมเกาะลังกาวีเคยเป็นดินแดนของเมืองไทรบุรีที่ตั้งโดยชาวไทยที่เป็นสยามอิสลาม อยู่กับอาณาจักรสยามมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงรัชกาลที่ 5 และได้เสียดินแดนส่วนนี้ให้กับประเทศอังกฤษในที่สุด

สำหรับเรื่องราวของ พระนางเลือดขาว หรือพระนางมัสสุหรี เป็นหญิงสาวชาวภูเก็ตที่อนุชาองค์สุลต่านแห่งลังกาวี ทรงเลือกเป็นคู่ครอง เนื่องจากพระนางเป็นหญิงสาวที่มีความเพียบพร้อม ทั้งงานบ้านงานเรือนและความสวยงาม ทั้งๆ ที่ทางราชวงศ์ได้คัดเลือกหญิงสาวชาวลังกาวีหลายคนให้พระอนุชาเลือก แต่ก็ไม่ถูกใจ กลับมาถูกใจสาวไทยชาวภูเก็ต

พระนางมัสสุหรี มาอยู่กับพระอนุชาของสุลต่านในฐานะพระชายาองค์รอง แต่ด้วยเหตุที่พระชายาองค์ใหญ่ ซึ่งมีฐานะเป็นปะไหมสุหรี มีบุตรเป็นหญิง ส่วนพระนางมัสสุหรี มีบุตรเป็นชายชื่อ “วันฮาเกม” ตามกฎของสำนักพระชายาที่มีบุตรเป็นชายจะได้รับตำแหน่งปะไหมสุหรี ทำให้ชาวลังกาวีที่เป็นพระญาติของปะไหมสุหรีองค์เดิมเก็บความอิจฉาไว้ลึกๆ

หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้เกิดสงคราม มีเหตุให้พระอนุชาขององค์สุลต่าน ซึ่งเป็นพระสวามีของพระนางมัสสุหรี ต้องเดินทางออกรบกับกองทัพไทยที่บุกมาโจมตี ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของผู้ที่ปองร้ายคิดร้าย ต่างหาเรื่องสร้างสถานการณ์ว่า พระนางมัสสุหรีแอบคบชู้ ทำให้องค์สุลต่านตัดสินประหารชีวิตพระนางมัสสุหรีด้วยกริช โดยที่สวามีของนางไม่อาจกลับมาช่วยเหลือได้ทัน

ซึ่งก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ พระนางมัสสุหรีได้อธิษฐานว่า “หากนางไม่มีความผิด ขอให้โลหิตที่หลั่งออกมาเป็นสีขาวเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนาง และขอให้เกาะลังกาวีไร้ความเจริญไป 7 ชั่วคน” แต่เมื่อเพชฌฆาตลงคมกริชประหาร คมกริซนั้นกลับไม่ระคายผิวนางเลย เมื่อเป็นเช่นนี้พระนางมัสสุหรีจึงบอกกับเพชฌฆาตให้กลับไปนำกริชพิเศษของต้นตระกูลจากบ้านของนางมา และเมื่อคมกริชจรดลงไปบนคอของนาง โลหิตสีขาวก็พวยพุ่งขึ้นข้างบนราวกับเป็นร่มโดยไม่ตกลงบนพื้นดินเลย องค์สุลต่านเองก็ช่วยชีวิตพระนางไม่ได้ เพราะพระนางมัสสุหรีเสียเลือดมากแล้วด้านพี่ชายของพระนางมัสสุหรีเกรงว่าหลานชายวัย 5 เดือน ทายาทคนเดียวของพระนางมัสสุหรีจะมีภัย จึงนำลงเรือล่องมายังเกาะภูเก็ต และเริ่มตั้งรกรากที่นี่ โดยโอรสของพระนางมัสสุหรีเติบโตขึ้นมีนามว่า “โต๊ะวัน” นับเป็นทายาทรุ่นที่ 1

สำหรับสุสานของนางมาซูรีนั้น มีสุสานที่สร้างด้วยหินอ่อน และคำจารึกภาษามาเลเซียและภาษาอังกฤษ ซึ่งจัดสร้างทำขึ้นภายหลัง มีข้อความว่า . . .

MAHSURI BINTI PANDAK MAYAH
MAHSURI A VICTIM OF TREACHERY AND JEALOUSY WAS SENTENCED TO DEATH IN 1235 HIJRAH OR 1819 A.D. AS SHE DIED SHE LAID A CURSE ON THE ISLAND “THERE SHALL BE NO PEACE AND PROSPERITY ON THIS ISLAND FOR A PEROID OF SEVEN GENERATIONS”

แปลความได้ว่า . . .

มัสสุหรีผู้รับเคราะห์กรรมจากการทรยศหักหลัง และความอิจฉาริษยาจนถูกตัดสินให้นางถึงแก่ความตายลง เมื่อศักราช (อิสลาม) 1235 หรือ คริสต์ศักราช 1819 (พ.ศ. 2362) นางสิ้นชีวิตลงพร้อมกับคำสาปแช่งที่แห่งนี้ว่า ”จะไม่เกิดสันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองบนเกาะแห่งนี้ เป็นเวลา 7 ชั่วอายุคน”

 และนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา “เกาะลังกาวี” ก็เงียบเหงา ผู้คนอยู่กันอย่างไม่มีความสุข เพราะมนตราแห่งการสาปแช่งของพระนางมัสสุหรี มาตั้งแต่ พ.ศ.2362 เป็นเวลา 181 ปี ตกอยู่ในอำนาจของคำสาปที่มืดดำเฉกเช่นชายหาดที่มีสีดำ นัยว่าเกาะแห่งนี้ถูกอำนาจแห่งความบริสุทธิ์นั้นสาปแช่งให้จมอยู่กับความตกต่ำ เป็นอาถรรพ์ครอบคลุมมาถึง 7 ชั่วอายุคน อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เกาะลังกาวีกำลังจะผ่านพ้นช่วงแห่งความมืดมิด เพราะได้ผ่านพ้นมาแล้ว 6 ชั่วอายุคน และก้าวเข้าสู่คนรุ่นที่ 7 ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะจะเป็นผู้มาแก้คำสาป เพื่อทำให้เกาะลังกาวีหลุดพ้นจากอำนาจลึกลับ
ทั้งนี้หนังสือพิมพ์หลายๆ สำนักของมาเลเซีย และรัฐบาลมาเลเซีย ต่างพากันออกตามหาผู้สืบทอดเชื้อสายของพระนางมัสสุหรี จนมาพบว่าทายาทรุ่นที่ 7 ได้อาศัยอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทยซึ่งก็คือ นางสาวศิรินทรา ยายี มีหลักฐานมากมายที่แสดงถึงความเป็นทายาทผู้ถอนคำสาป ไม่ว่าจะเป็นกริซประจำตระกูล รูปภาพ และบรรพบุรุษชื่อ “วันฮาเกม” ทางรัฐบาลจึงเชิญพระนางทายาทรุ่นที่ 7 กลับสู่เกาะลังกาวี เพื่อถอนคำสาป จากเด็กผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตตามปกติ แต่เมื่อเธอได้ไปยืนอยู่บนแผ่นดินเกาะลังกาวี เธอกลับกลายเป็นเจ้าหญิงน้อยๆ ไปในทันที

“ศิรินทรา ยายี” หรือ “เมย์” เกิดเมื่อวันที่ 8 เดือน 8 (สิงหาคม) พ.ศ. 2528 ที่โรงพยาบาลวชิระ จังหวัดภูเก็ต (น่าแปลกที่วันนั้นไม่มีเด็กคนไหนถือกำเนิดเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับเธอเลย แถมท้องฟ้าที่ใสกระจ่างกลับมืดดำ และฝนก็เทกระหน่ำลงมานานถึง 1 เดือน) ศิรินทรา ยายี เป็นบุตรสาวของนายสุวรรณ ยายี และนางสุนี ยายี มีน้องชาย 1 คน ปัจจุบัน ศิรินทรา ยายี กำลังศึกษาในระดับชั้นปีที่ 2 ของคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เพราะมีความใฝ่ฝันว่าอยากเป็นแอร์โฮสเตส หลังจากที่ก่อนหน้านี้เธอเคยได้ทุนของเอกชนในประเทศมาเลเซีย ให้ศึกษาในมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติ มาเลเซีย อยู่ 2 ปี แต่มีปัญหาเรื่องทุนจึงต้องกลับมาเรียนต่อในไทย

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าทางประเทศมาเลเซียจะเสนอให้ครอบครัวเธอย้ายไปอยู่ที่นั่น โดยจะมอบบ้าน รถ ที่ดิน และสิทธิในการเป็นเจ้าของเกาะให้ด้วย แต่ศิรินทรา ยายี เลือกที่จะอยู่ต่อที่ประเทศไทย เพราะเธอรักประเทศไทย

“หนูรู้สึกภูมิใจในการที่ได้เกิดเป็นทายาทรุ่นที่ 7 เพราะคุณทวดหนูเป็นคนดี และหนูคงเอาความดีของคุณทวดมาเป็นแบบอย่าง” ศิรินทรา กล่าว

 อย่างไรก็ตาม หลังการไปเยือนเกาะลังการวีของ ศิรินทรา ยายี เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ทำให้เกาะต้องมนต์แห่งนี้ เจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว เพราะรัฐบาลมาเลเซียได้ใช้งบประมาณมหาศาลในการฟื้นคืนชีพเกาะลังกาวี ในความเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์

 

โจรมะมั๊ว

       พิธีกรรมการโจลมะม๊ว

 “โจลมะม๊วด” เป็นพิธีกรรมความเชื่อที่แสดงถึงวิถีชีวิตของ “ชาวเขมร” ในชนบทดั้งเดิม ที่จัดขึ้นเพื่อการรักษาผู้ป่วย ที่ไม่สามารถหาสาเหตุของการป่วยได้ ซึ่งมักเชื่อว่าผู้ป่วย ถูกคุณไสย์ หรือ ถูกกระทำจากสิ่งเร้นลับ ตลอดถึงวิญญาณร้ายสิงสู่ ญาติพี่น้องจะเชิญ “แม่หมอ” มาประกอบพิธีกรรมเพื่อเป็นการขจัดปัดเป่าสิ่งเลวร้าย หรือ ขอขมาลาโทษ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้ป่วยอาจล่วงละเมิดโดยไม่ตั้งใจ หรือ ถอนคุณไสย์ที่ถูกกระทำจากศัตรูคู่แค้น โดยการใช้ดนตรีเป็นสื่อในการประกอบพิธี เพื่อเป็นการบูชาครู และสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ป่วย…………….    

อุปกรณ์ในการแสดงจะประกอบด้วยเครื่องเซ่นสังเวย และเครื่องบวงสรวง ซึ่งทำจากก้านกล้วยจำนวน 2 ชุด ชุดที่ 1 มี 3 ขาซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของดวงวิญญาณที่เป็นเพศชาย ชุดที่ 2 มี 4 ขา จะเป็นตัวแทนของดวงวิญญาณที่เป็นเพศหญิง พร้อมทั้งมีดอกไม้ธูปเทียน อาวุธ (มีดดาบ) 1 เล่ม ข้าวสาร 1 ขัน นางรำแล้วแต่สถานการณ์ แม่หมอจะอัญเชิญดวงวิญญาณประทับร่าง ในขณะเดียวกันนักดนตรีก็จะบรรเลงเพลงในจังหวะเร่งเร้า และนางรำก็จะร่ายรำบูชาครู ตลอดถึงเทวดาฟ้าดินสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ให้ช่วยดลบันดาลให้ผู้ป่วยหายจากอาการป่วยไข้ ส่วนอาวุธซึ่งเป็นมีดดาบที่ใช้ในพิธี ถือว่าเป็นอาวุธที่ใช้เพื่อการข่มดวงวิญญาณร้ายที่สิงสู่อยู่ในร่างของผู้ป่วย

                ปัจจุบันพิธีกรรมเหล่านี้ยังมีอยู่ในบางชุมชน ซึ่งหากไม่มีผู้ป่วยไข้ในชุมชน ก็จะจัดพิธีกรรมนี้ขึ้นเพื่อเป็นการบูชาครู ตลอดถึงเทวดาฟ้าดิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือดวงวิญาณบรรพบุรุษ เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ผู้คนในครอบครัว ในชุมชน โดยพิธีกรรมจะเริ่มขึ้นเมื่อดนตรีเริ่มบรรเลง ผู้ที่อยู่ในพิธีจะมีอาการเคลิบเคลิ้ม ก่อนที่ลุกขึ้นฟ้อนรำกันอย่างสนุกสนาน 

     ซึ่งแต่ละครั้งผู้ร่วมพิธี จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันออกมาฟ้อนรำ กินเวลายาวนานถึงกับข้ามวันข้ามคืน โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และเชื่อกันว่าผู้ที่ร่วมร่ายรำในพิธีโจลมะม๊วด นี้จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีจิตใจที่เข้มแข็ง มีอายุยืนยาว ทั้งนี้เชื่อกันว่าเป็นเพราะได้ออกกำลังกาย ซึ่งเป็นการเสริมสร้างทั้งสุขภาพกายและกำลังใจนั่นเอง 

พิธีเซ่นสรวงเทพยดาด้วยปะต็วล (พระภูมิเขมร) 

ช่วงเวลา สามารถจัดได้ตลอดปีเพราะเป็นพิธีกรรมหนึ่งที่แทรกอยู่ในงานบุญงานประเพณีหรืองานพิธีกรรมใหญ่ ๆ
ความสำคัญ
             ปะต็วล โดยศัพท์ภาษาเขมร แปลว่า ค้ำ ยัน หรือไม้ค้ำยัน การค้ำยัน เมื่อได้เซ่นสังเวยแล้วถือว่าเทวดาจะคุ้มครอง พิธีกรรมการเซ่นเทพยดาใด ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์เขมรยืดถือคติในการผูกปะต็วลไว้กับเสากลางปะรำพิธีนั้น ซึ่งจะใช้ประกอบพิธีกรรมอันถือว่าเป็นงานมงคลเท่านั้น เช่น งานแต่งงาน งานอุปสมบท โกนจุก เรือมมะม็วด (รำผีฟ้า) ผ้าป่าผ้ากฐิน ส่วนในงานศพจะมีเฉพาะเมื่อถึงเวลาทำบุญฉลองกระดูก เป็นการแสดงถึงความปลื้มปิติแห่งการได้บำเพ็ญกุศลให้เทวดาช่วยแซ่ซ้องสรรเสริญ อำนวยพรเจ้าภาพให้เจริญรุ่งเรือง ประสบความสุขสำเร็จในการประกอบพิธีกรรม
พิธีกรรมและกิจกรรม
            ปะต็วลเป็นภาชนะที่ทำจากหวายหรือไม้ไผ่ จักสานให้เป็นรูปทรงกรวยขอบบนเป็นหยักโค้ง ๖ หยัก มีด้ามยาวประมาณ ๑ ศอก เป็นอุปกรณ์สำหรับเซ่นสรวงเทพยดา
ส่วนประกอบของปะต็วล (พระภูมิ) ได้แก่
              ๑. ปะต็วลใช้ผูกติดเสากลางปะรำพิธี ภายในปะต็วลมีไก่ดิบ ๑ ตัว (ไก่ที่ฆ่าโดยการไม่เชือดคอ ไม่ผ่าอกจะลวกน้ำร้อนเพื่อง่ายต่อการถอนขน และล้วงก้นเอาเครื่องในออกจนหมด) เสียบเงิน ๑ บาท ไว้ที่ปากไก่ เรียกว่า เมือนเอิ้ด (ภาษาเขมร เมือนแปลว่า ไก่ เอิ้ด แปลว่า ชะเง้อมอง) ตัวไก่จะวางคว่ำในท่าที่ไก่กำลังฟักไข่รอบ ๆ ตัวไก่จะเสียบกรวยดอกไม้ (ใบตองเย็บเป็นกรวยปลายแหลมมีดอกไม้หรือยอดใบอ่อนเสียบไว้) ๕ อัน ปักธูป ๓ ดอก ใส่ดอกไม้ใบเล็บครุฑหรือใบเงินใบทอง ใส่ขนมฝักบัว ข้าวต้มโยน(ที่ห่อด้วยใบมะพร้าว) กล้วยสุก ขวดน้ำ ๒ ขวด (ขวดใบหนึ่งใส่น้ำเปล่าหรือเหล้า ๔๐ ดีกรีให้เต็ม อีกใบหนึ่งใส่น้ำมะพร้าวให้เต็ม)
              ๒. กระบุงหรือกระเชอวางไว้บนพื้นพิงส่วนล่างของเสาต้นเดียวกับที่แขวนปะต็วล ภายในกระบุงบรรจุข้าวเปลือกที่ไว้สำหรับทำพันธุ์ (เซริวปู๊จ) จนเต็ม มีขวาน ๑ ด้าม หรือเรียกว่า “เด็อง” เสียบด้านคมให้จมลงในข้าวเปลือก ถ้าต้องการเสี่ยงทายก็วางไข่ไก่ดิบบนร่องหัวขวาน แต่ถ้าใช้ประกอบพิธีรำมะม็วดก็ปั้นข้าวสุก ๑ ก้อน(วางไข่ไก่ใส่ลงในส่วนร่องหัวขวาน) แล้วปักสิ่วเจาะไม้ ๑ อัน หรือเสียบดาบพิงเสาไว้บริเวณใกล้เคียงกับใบขวาน ใช้ผ้าไหมสีขาวคลุมกระบุงไว้
สาระ
               ปะต็วล เป็นอุปกรณ์สำหรับเซ่นเทวดาอย่างเดียว ต้องแขวนไว้สูงกว่าหัวคน ข้างในใส่ขนม ข้าวต้ม ไข่ไก่ กล้วยสุก กรวยห้า มีธูปเทียน (หมากบุหรี่ไม่ใส่ เพราะไว้สำหรับแซนโดนตา หรือผีปู่ตาเท่านั้น) ใส่น้ำมะพร้าววางไว้ข้างล่างรินใส่ปะต็วลเวลาเซ่น อีกส่วนหนึ่งใส่กระปุกเหล้าจีนวางไว้ในปะต็วล ปัจจุบันใส่ในขวดลิโพแทน ปะต็วลใช้ในพิธีแต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ โกนจุก โจลมะม็วด ทำบุญจวมกรูทั่วไปในแถบจังหวัดสุรินทร์
โบล (การทำนายหาสิ่งร้าย)
ลักษณะความเชื่อ
          เป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนบนพื้นโลกกับพระอาทิตย์และพระจันทร์ เพราะจะเกี่ยวเนื่องกับการเกิดสุริยคราสและจันทรคราส
ความสำคัญ
           เป็นความเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ใช้อุปกรณ์บางอย่างเป็นสัญลักษณ์แทนกิจกรรมสำคัญคือการทำนายสิ่งร้ายต่าง ๆ ที่เกิดในชีวิตคน เช่น การทำนายโรคภัย การทำนายของหายหรืออื่น ๆ เป็นความเชื่อที่ถือว่าพระอาทิตย์และพระจันทร์คือผู้ให้ชีวิตที่ดีแก่ชาวโลก “โบล” เป็นภาษาเขมร “อโปล” เป็นภาษากูย ซึ่งแปลว่าหาจุดตรงดิ่ง
พิธีกรรม
           ๑.โบลเป็นคำที่ใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของคนกลุ่มชาติพันธุ์เขมรและกูย เช่น การดิ่งเสาเรือน เวลาสร้างบ้านเรียกว่าโบล การเสี่ยงไข่เพื่อหาสถานที่เผาศพในป่าช้า โดยการนำไข่ดิบโยนข้ามศีรษะไปด้านหลังให้แรงที่สุด เมื่อไข่ตกลงพื้นแล้วแตกถือว่าสถานที่ตรงนั้นผีในป่าช้ายอมให้ปลงศพได้ หากไข่ไม่แตกต้องเสี่ยงทายใหม่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าไข่จะแตก ภาษาเขมรก็เรียกพิธีเสี่ยงไข่นี้ว่า “โบล” การทำนายโรคภัยไข้เจ็บก็เรียกว่าโบล การทำนายหาสิ่งของหรือคนหายก็เรียกว่า โบล
           ๒.”หมอโบล” ผู้ที่สนใจจะเป็นหมอโบลต้องทำพิธีทดสอบตนเองว่าจะเป็นหมอโบลได้ดีหรือไม่ ซึ่งจะสามารถทดสอบตนเองได้เฉพาะในวันที่มีสุริยคราสหรือจันทรคราสเท่านั้นในขณะที่คนทั่วไปแซ่ซ้องตีปี๊บตีกลองตีต้นไม้และร้องเป็นภาษาเขมรว่า”แคเรีย ๆๆ” (หมายถึงจันทรคราสหรือสุริยคราส) เพื่อให้สว่างเต็มดวงเร็ว ๆ นั้น ผู้ที่ตั้งใจจะเป็นหมอโบลจะปิดประตูเงียบอยู่ในห้องมืดไม่พยายามออกมามองหรือให้แสงพระจันทร์เล็ดลอดเข้าไปในห้องสำหรับประกอบพิธีกรรมทดสอบตนเอง
            เครื่องบูชาในพิธีกรรมได้แก่ กรวยดอกไม้ ๕ กรวย เทียนคู่หนึ่ง ข้าวสาร ๑ ถ้วย เงิน ๑ บาท หรือ ๒ บาท (เงินค่าครูนี้เมื่อตนเป็นหมอโบลต้องเรียกเท่าจำนวนเงินที่ได้บูชาครูครั้งแรกนี้ หากเรียกมากหรือน้อยไปจะทำให้การทำนายไม่แม่นยำ หรือพิธีกรรมของตนจะไม่ศักดิ์สิทธิ์) เมื่อได้เครื่องบูชาและอุปกรณ์สำหรับเรียนครบแล้วก็เข้าไปในห้องมิดชิดที่เตรียมไว้ ปิดประตูหน้าต่าง แล้วจุดเทียนอธิษฐาน เอาอุปกรณ์มาทำโบลทำนายพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ที่กำลังเป็นคราส (แบบชาวบ้าน) ๔ แบบ ดังนี้
             – จุ (ขี้) คือสมมุติว่าคราสเริ่มจับจากขวาแล้วมืดสนิท จากนั้นก็สว่างออกไปทางซ้ายตรง ๆ อย่างนี้เรียกว่า “กินแล้วขี้ออกมา” ลักษณะเช่นนี้ทายว่า ข้าวปลาปีนั้นพอได้กินเท่านั้น
            – ตะเจียะ (คายออก) คือเงามืดเข้าทางขวามืดไม่สนิทแล้วเงามืดเลื่อนไปทางขวาคืน ลักษณะเช่นนี้ทายว่าข้าวปลาได้น้อยไม่พอกินจะแล้งหนัก
            - แบกปัวะ (ท้องแตก) คือเงามืดเข้าไปทับสนิทแล้วเงามืดเลื่อนออกไปด้านบน ลักษณะอย่างนี้ทายว่าข้าวปลาจะอุดมสมบูรณ์ดี
            – ระแหกเมือด (ปากฉีก) คือเงามืดเข้ามาทับนิดหน่อยแล้วเลื่อนลงด้านล่าง ลักษณะนี้ทายว่าจะอดอยาก
ในการโบลของผู้ที่จะเป็นหมอโบลครั้งนี้บริกรรมทำนายคราสแต่สั้น ๆว่า จุ ๆๆๆ หากไม่ได้ผลก็เปลี่ยนคำใหม่ว่า ตะเจียะ ๆ ๆๆ และถ้ายังไม่ได้ผลก็เปลี่ยนคำใหม่ว่า แบกปัวะ ๆๆๆ และหากยังไม่ได้ผลก็เปลี่ยนคำใหม่ว่า ระแหก เหมือด ๆๆๆ ทำเช่นนี้จนกระทั่งคราสสิ้นสุดและหากอุปกรณ์เสี่ยงทายชนิดใดใน ๔ ชนิด (ฝาเต้าปูน มีดสะนาก มีดจักตอก และไข่ไก่) นั้น โบลหรือแกว่งตรงกับคำใด ก็เอาผลออกมาดูจากสภาพที่เป็นจริง ถ้าตรงกับสภาพที่เป็นจริงก็ถือว่าจะสามารถเป็นหมอโบลได้ แต่ต้องรอการเกิดคราสในปีต่อ ๆ ไปอีก ทำจนครบ ๓ ครั้งหรือสามปี หากแม่นยำทุกครั้งถือว่าเรียนสำเร็จสามารถตั้งตัวเป็นหมอโบลได้ ทั้งนี้หมอโบลที่กระทำพิธีจนแก่กล้าแล้ว เมื่อเกิดสุริยคราสหรือจันทรคราสทุกคนจะทำพิธีทำนายทดสอบตนเองทุกครั้ง เชื่อว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำนายได้แม่นยำ
           ๓. “การทำนาย” ในกรณีที่ป่วยแล้วหาสาเหตุของโรคไม่ได้คือรักษาหมอแล้วไม่หาย ก็นิยมพาคนไข้ไปหาหมอโบลผู้ไปขอโบลจะต้องเตรียมเครื่องบูชาครู มีกรวยดอกไม้ ๕ กรวย เทียน ๑ คู่ ข้าวสาร ๑ ถ้วยเงิน ๑ บาท หรือ ๒ บาท ส่วนหมอโบลจะนำอุปกรณ์เสี่ยงทายมาโบล ส่วนใหญ่จะเสี่ยงทายไปทางด้านผิดผี ผิดครู ผิดผีปู่ย่า ผิดผีตายโหง ถูกคุณไสย ถูกผีป่าทำ ผิดคำบนบานและมีสิ่งอาเพศในบ้านเรือน เป็นต้น โดยใช้อุปกรณ์เสี่ยงทายแตกต่างกัน